วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : น้ำมะนาวเทียม แทนน้ำมะนาวได้จริงหรือ

ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าในเมนูอาหารไทยหลาย ๆ เมนูจะมีมะนาวเป็นส่วนประกอบสำคัญอยู่ด้วยเสมอ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารรสจัดเช่นรสเผ็ดจัดที่ได้จากพริก และรสเปรี้ยวจัดที่ได้จากมะนาว ตัวอย่างอาหารที่มีมะนาวหรือน้ำมะนาวเป็น ส่วนประกอบสำคัญได้แก่ ส้มตำ, ต้มยำ, ยำชนิดต่าง ๆ และอาหารประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในบางฤดูกาลผลผลิตมะนาวมีน้อยทำให้มะนาวมีราคาแพง ทำให้ร้านอาหารและผู้จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ต้องหันมาใช้สารชนิดอื่นที่ให้ความเปรี้ยวได้เช่นเดียวกับน้ำมะนาว แต่มีราคาถูกกว่า สารที่ว่าคือมะนาวเทียมครับ มะนาวเทียมจะไม่ถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพหรืออาหารคลีน (Clean Food) โดยเด็ดขาดเพราะมะนาวเทียมไม่ใช่สิ่งที่ได้จากธรรมชาติ และน้ำมะนาวเทียมบางยี่ห้อยังมีสารพิษชนิดต่าง ๆ ปนเปื้อนมาด้วยครับ ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงส่วนประกอบของน้ำมะนาวเทียมกันครับ


น้ำมะนาวเทียมคืออะไร
เราสามารถทำน้ำมะนาวเทียมโดยการนำผลมะนาวมาคั้นเอาแต่น้ำ กรองเนื้อและสิ่งสกปรกออกไป จากนั้นนำมาผสมกับน้ำและส่วนผสมอื่นๆ เช่น กรดซิตริก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันง่ายๆ ว่า กรดมะนาว โดยอัตราส่วนนั้นก็แล้วแต่ผู้ผลิต ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาว 30% ก็คือมีน้ำมะนาวแท้ 30% ผสมกับน้ำและส่วนผสมอื่นๆ อีก 70% และมีการแต่งสี แต่งกลิ่น ให้ใกล้เคียงน้ำมะนาวธรรมชาติ

ปัจจุบันมะนาวมีราคาสูงขึ้น ประกอบกับการนำมะนาวแท้มาเป็นส่วนผสม ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลิต ยิ่งในช่วงที่ผลผลิตมีน้อยก็อาจจะป้อนตลาดไม่ทัน ผู้ผลิตจึงหันมาใช้กรดมะนาวล้วนๆ โดยไม่มีน้ำมะนาวแท้เจือปนอยู่เลย การผลิตน้ำมะนาวเทียมโดยใช้กรดมะนาวล้วนๆ จะต้องนำกรดมะนาวมาเจือจาง โดยให้มีค่าความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงกับน้ำมะนาวแท้

กรดซิตริกพบได้ทั่วไปในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด ดังนั้นจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นสารเคมีที่ปลอดภัย สามารถเติมลงในอาหารได้โดยไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้กรดซิตริกยังสามารถย่อยสลายได้ง่ายอีกด้วย

การผลิตกรดซิตริกในระยะแรกใช้วิธีการสกัดจากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวโดยตรง เช่น มะนาว ซึ่งมีกรดซิตริกประมาณร้อยละ 7-9 แต่ปัจจุบันนิยมผลิตด้วยวิธีการสังเคราะห์กรดซิตริกจากน้ำตาลกลูโคส โดยการหมักน้ำตาลกลูโคสด้วยจุลินทรีย์

กรดซิตริกนอกจากจะใช้ในการผลิตน้ำมะนาวเทียมแล้ว ยังนิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย มีการใช้กรดซิตริกเป็นสารให้กลิ่น รส ในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ ลูกกวาด เจลลี เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้กรดซิตริกเป็นสารลดความฝาด ควบคุมความเป็นกรด-ด่าง ป้องกันการเน่าเสียของเครื่องดื่ม ป้องกันการตกผลึกของน้ำผึ้ง และป้องกันน้ำผลไม้ขุ่นได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ตรวจพบว่ามีผู้ผลิตบางรายผลิตน้ำมะนาวเทียมด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องและไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องเสีย ท้องร่วง เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารได้

ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อน้ำมะนาวเทียมจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเลือกซื้อที่มีฉลากอาหาร ในฉลากต้องแจ้งข้อมูลครบถ้วน ตั้งแต่ชื่อลักษณะผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ ชื่อผู้ผลิต ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ผลิต ปริมาตรสุทธิ ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิต วัตถุเจือปนในอาหาร เช่น สารกันเสีย และเจือสีธรรมชาติหรือสีสังเคราะห์ วันที่ผลิตและวันหมดอายุ และที่สำคัญก็คือต้องมีเครื่องหมาย อย. และเลขที่ อย. ซึ่งหมายถึงได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อให้ได้น้ำมะนาวเทียมที่มีคุณภาพไว้บริโภคอย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ควรใช้น้ำมะนาวเทียมเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะในเชิงโภชนาการและความปลอดภัยแล้วการใช้น้ำมะนาวแท้ หรือดัดแปลงใช้ผลไม้รสเปรี้ยวชนิดอื่นแทนมะนาว เช่น มะม่วงเปรี้ยว มะดัน ตะลิงปลิง มะขามอ่อน หรือมะขามเปียก จะได้คุณค่าทางโภชนาการและรสชาติที่ดีกว่าการใช้สารเคมีล้วนๆ อย่างน้ำมะนาวเทียม

วันนี้เราทำความรู้จักกับน้ำมะนาวเทียมกันไปแล้วนะครับ หากเราเลือกส่วนประกอบและวิธีการทำน้ำมะนาวเทียมที่ถูกต้อง เราก็จะได้น้ำมะนาวเทียมที่ให้ความเปรี้ยวได้เช่นเดียวกับน้ำมะนาวแท้ แต่หากส่วนประกอบของน้ำมะนาวเทียมมีสารพิษหรือสารกันบูดเจือปนอยู่ หากเรารับประทานเข้าไปก็อาจจะเกิดโทษกับร่างกายของเราได้ แต่ทางที่ดีที่สุดเราควรเลือกใช้มะนาวหรือน้ำมะนาวแท้เพื่อใช้ในการปรุงอาหารจะเป็นการดีที่สุด แต่เมนูสุขภาพอย่างเมนูอาหารคลีน (Clean Food) จะไม่เน้นอาหารรสจัดมากจนเกินไป ดังนั้นถ้าผู้อ่านทุกท่านหันมารับประทานอาหารคลีนก็ไม่จำเป็นต้องใช้มะนาวจำนวนมากมาเป็นส่วนผสมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : อันตรายที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อรา

ตอนที่แล้วเราทำความรู้จักกับเชื้อราและสารพิษชนิดต่าง ๆ ที่มากับเชื้อราในอาหารกันไปแล้ว ซึ่งเชื้อราในอาหารมักจะเกิดจากความชื้นในอาหารแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารแห้งจะไม่เกิดเชื้อรานะครับเชื้อราเกิดได้ทั้งกับอาหารที่มีความชื้นและอาหารแห้ง ดังนั้นการจะอยู่ให้ห่างไกลจากสารพิษจากเชื้อราเราควรหันมารับประทานอาหารสด สะอาดตามหลักของอาหารคลีน (Clean Food) กันดีกว่าครับ ส่วนในบทความตอนนี้เราจะพูดถึงอันตรายที่จะได้รับหากรับประทานเชื้อราในอาหารเข้าไปครับ


สาเหตุการเกิดเชื้อราในอาหาร
   เชื้อราในอาหารเกิดจากการควบคุมอุณหภูมิของอาหารไม่ดีพอ ทำให้เกิดความชื้นจากการอบหรือตากแห้ง อาหารที่มักเกิดเชื้อราได้ง่าย ได้แก่ หอม กระเทียม เห็ดหูหนู เห็ดหูหนูขาว ดอกไม้จีน เก๋ากี้ กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง หมูแดดเดียว ปลาตากแห้ง เป็นต้น เชื้อรามีผลต่อการทำงานของตับและทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง อันเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ การเลือกซื้อต้องสังเกตสี ดมกลิ่นและจับสัมผัส แต่ไม่ควรชิม ถ้าอากาศช่วงนั้นมีความชื้นสูงควรรีบนำมาทำอาหาร ส่วนอาหารที่ตากแห้งสนิท ควรแช่แข็งแต่ไม่ควรเก็บเกิน 1 เดือน หรือถ้าเก็บในช่องเย็นปกติควรนำออกมาตากแดดเป็นครั้งคราว

อันตรายและพิษจากเชื้อราอฟลาทอกซิน
   ผู้ได้รับสารนี้จะมีอาการคล้ายอาหารเป็นพิษ คือ อาเจียนและท้องเดิน และเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ เนื่องจากสารพิษไปทำลายเนื้อเยื่อของเซลล์ตับ มักพบในหัวหอม หัวกระเทียม ถั่วลิสง พริกแห้ง และเมล็ดธัญพืชต่างๆ วิธีเลือกของแห้งที่ปราศจากสารอฟลาทอกซินคือ ควรเลือกอาหารที่แห้งสนิท ไม่มีกลิ่นหืน ไม่ลีบฝ่อ และที่สำคัญต้องไม่มีสีเข้มผิดปกติหรือสีดำ อย่าลืมนะคะเชื้อนี้ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนหรือล้างน้ำสะอาด ถ้าอาหารมีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ให้ทิ้งแบบไม่ต้องเสียดาย

อันตรายและพิษจากเชื้อรา Mykotoxine
   เชื้อราในอาหารชนิดที่เรียกว่า Mykotoxine ยังเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งหรือเชื้อราตัวอื่นอาจทำลายไตและทำให้ภูมิต้านโรคอ่อนแอ หรือแม้แต่เชื้อราชนิดที่ไม่อัตรายก็ยังซ่อนอันตรายไว้ เช่นการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไป ก็อาจทำให้คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอติดเชื้อราที่ทางเดินหายใจ หรือการเป็นภูมิแพ้จากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราบางชนิด เช่น จากถังขยะในบ้านหรือจากอาหารเหลือค้าง

หลักการและวิธีป้องกันการเกิดเชื้อราในอาหาร
   วิธีการป้องกันการเกิดเชื้อราในกรณีที่ต้องเก็บอาหารไว้ในตู้เย็นหรือวางไว้ก็คือ ไม่กักตุนอาหารสดและรับประทานให้หมดก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อราได้ และขระซื้ออาหาร เช่นผัก ก็ควรเลือกให้ดีว่าไม่มีรอยบุบ นอกจากนี้ก็คือควรเก็บอาหารให้สะอาด ไว้ในที่เย็นและแห้ง ควรทำความสะอาดกล่องใส่อาหารสัปดาห์ละครั้ง และใช้น้ำส้มสายชูเช็ดควรเช็ดเศษขนมปังหรือเศษอาหารเป็นประจำสม่ำเสมอเพราะมันจะก่อให้เกิดเชื้อรา

จบไปแล้วนะครับสำหรับบทความเกี่ยวกับเชื้อราในอาหาร การเก็บอาหารไว้รับประทานในวันต่อไปเราต้องรู้จักวิธีการเก็บที่ถูกวิธี มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาเชื้อราในอาหารได้ วิธีการที่ดีที่สุดและได้ประโยชน์กับร่างกายของเรามากที่สุดคือการที่เราเลือกรับประทานอาหารสด และสะอาดในทุก ๆ มื้อตามหลักการของอาหารเพื่อสุขภาพหรืออาหารคลีน (Clean Food) โดยอาหารที่สดและสะอาด ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงก็ได้ครับ ขอแค่เป็นอาหารตามธรรมชาติที่มีประโยชนต่อร่างกาย



วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : สารพิษที่มากับเชื้อราในอาหาร

วันนี้เราจะมาพูดถึงเชื้อราในอาหารกันนะครับ เชื้อราโดยทั่วไปมักจะเกิดกับอาหารที่เก็บไว้นานโดยไม่ได้รับประทานทำให้เกิดเชื้อราบนอาหาร แต่ถ้าเรารับประทานอาหารตามหลักการของอาหารคลีน (Clean Food)ที่มุ่งเน้นการรับประทานอาหารที่สดและสะอาดแล้ว เราจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเชื้อรามารบกวนใจเราโดยเด็ดขาด วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเชื้อราในอาหารกันครับ

 Clean Food

ประเภทของสารพิษที่มาจากเชื้อรา
สารพิษจากเชื้อรา (mycotoxin) ที่ปนเปื้อนอาหาร เท่าที่ค้นพบแล้วมีประมาณ 100 สาร สามารถสร้างโดยเชื้อประมาณ 200 ชนิด การปนเปื้อนของสารพิษจากรามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจการผลิตอาหาร (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติประมาณว่า ทั่วโลกสูญเสียอาหารที่เนื่องจากการปนเปื้อนของพิษจากราถึง 100 ล้านตันต่อปี) และที่สำคัญกว่านั้นก็คือมีผลต่อสุขภาพมนุษย์ ในบรรดาสารพิษจากเชื้อราที่รู้จักทั้งหมดนั้น เชื้อราที่เป็นปัญหาหลักของการปนเปื้อนอาหาร คือ

- อะฟาท็อกซิน
สารจำพวกอะฟาท็อกซิน ได้แก่อะฟาท็อกซิน บี 1 บี 2 จี 1 จี 2 เอ็ม 1 เอ็ม 2 (Aflatoxins B1 B2 G1 G2 M1 M2) เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ แอสเพอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus)

- สเตอริกมาโตซิสติน (Sterigmatocystin)
เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ แอสเพอร์จิลลัส เวอร์ซิโคเลอร์ (Aspergillus versicolor)

- ซีราลีโนน (Zearalenone)
เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ ฟิวซาเรียม กรามิเนียรุม (Fusarium graminearum)

- โอคราท็อกซิน (Ochratoxins)
เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ เพนิซิลเลียม ไวริดิคาตุม (Penicillium viridicatum)

- พาทูลิน (Patulin)
เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ เพนิซิลเลียม พาทูลุม (Penicillium patulum)

- ที-2 ท็อกซิน ทริโคเทซีเนส (T-2 toxin, trichothecenes)
เชื้อราหลักที่สร้างสารพิษ คือ ฟิวซาเรียม ตริซิงก์ตุม (Fusarium tricinctum)

สารพิษอะฟาท็อกซิน บี 1
มีความอันตรายมากที่สุดสำหรับประเทศที่มีอากาศร้อนและชื้นเช่นประเทศไทย ตรวจพบบ่อยในอาหารประเภทพืชน้ำมันโดยเฉพาะถั่วลิสง ข้าวโพด งา เครื่องเทศ และอาหารแห้งอื่น ๆ สารนี้มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ถึง 260 องศาเซลเซียส และถูกทำลายด้วยสารละลายที่เป็นด่าง (บี (B) หมายถึง บลู (blue) คือลักษณะของสารนี้จะมีสีฟ้า เมื่อดูภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต ขนาดความยาวคลื่น 365 นาโนเมตร จี (G) หมายถึง กรีน (green) คือให้สีเขียว และเอ็ม (M) หมายถึงสารที่พบในน้ำนมวัว คือมิลค์ (milk) ซึ่งแปรรูปมาจากสารบีจากอาหารโดยกลไกของร่างกาย) การปนเปื้อนอาหารอาจเกิดก่อนเก็บเกี่ยวพืชหรือหลังนำพืชมาปรุงสุกแล้วก็ได้ อะฟาท็อกซิน บี 1 เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในตับสัตว์ทดลองหลายชนิดอย่างชัดเจนจึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้ โดยเฉพาะเมื่อสภาพโภชนาการไม่ดี แม้การศึกษาในประเทศคีนยา โมซัมบิก สวาซิแลนด์ และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พบการปนเปื้อนของสารนี้ค่อนข้างมาก จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเกิดพยาธิสภาพที่ตับมีสาเหตุโดยตรงจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนด้วยอะฟลาท็อกซิน แต่ก็ต้องมีมาตรการป้องกันโดยการกำหนดค่ามาตรฐานที่ยอมให้มีสารนี้ปนเปื้อนอาหารบางประเภท เช่น ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้มีอะฟลาท็อกซินทุกชนิดในอาหารทั่วไปได้ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน (คือ 20 ไมโครกรัมในอาหาร 1 กิโลกรัม) ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาวิธีการอบเมล็ดพืชอย่างถูกวิธีค้นคว้าหาพันธุ์พืชที่ต้านทานการทำลายของเชื้อราได้ดี ตลอดจนให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหาร เป็นต้น

วันนี้เราพูดถึงสารพิษที่มากับเชื้อราในอาหารกันไปแล้วนะครับ หากเราปล่อยให้อาหารเกิดเชื้อราแล้วรับประทานเข้าไป หรือรับประทานเชื้อราเข้าไปโดยไม่รู้ตัวก็จะเกิดอันตรายเป็นอย่างมากต่อร่างกายของเรา แต่หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเช่นอาหารชีวจิตหรืออาหารคลีน (Clean Food) ชีวิตเราก็จะห่างไกลจากสารพิษที่มากับเชื้อราครับ

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : ประโยชน์ดี ๆ จากสาหร่ายทะเลแสนอร่อย

ในบทความเมื่อวาน เราทำความรู้จักกับสาหร่ายทะเลกันไปแล้วนะครับ สาหร่ายเป็นพืชที่ให้ประโยชน์และสารอาหารต่าง ๆ กับร่างกายของเราอย่างมาก แต่การรับประทานสาหร่ายให้ถูกวิธีควรรับประทานสาหร่ายที่ผ่านการปรุงสุกแต่ไม่ควรผ่านกระบวนการปรุงมากเกินไป ให้ยึดหลักการปรุงตามหลักการของอาหารคลีน (Clean Food) ครับแล้วท่านจะได้รับประโยชน์และสารอาหารจากสาหร่ายทะเลกันอย่างเต็มที่ครับ และวันนี้ต่อจากเมื่อวานเราจะมาเรียนรู้ถึงประโยชน์ของสาหร่ายทะเลกันครับ

 Clean Food

สาหร่ายทะเลกับประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ
- สาหร่ายทะเลมีประโยชน์ต่อการควบคุมคลอเลสเตอรอล
สาหร่ายทะเลเป็นพืชที่มีกากใยอาหารสูง และไม่มีกรดไขมันที่ไม่จำเป็นทำให้การรับประทานสาหร่ายทะเลจะช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกายได้

- สาหร่ายทะเลมีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือด
สาหร่ายทะเลจะช่วยทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น กระตุ้นภูมิต้านทานโรค

- สาหร่ายทะเลช่วยป้องกันโรคหรืออาการคอหอยพอกได้
ช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยด์เพราะมีสารไอโอดีนอยู่มาก โดยต่อมไทรอยด์จะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมระบบการเผาผลาญของร่างกาย

- สาหร่ายทะเลมีสารอาหารสำคัญอยู่มากมาย
ในสาหร่ายทะเลสารอาหารและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก เช่น แคลเซียม โปรตีน แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง โพแทสเซียม มีใยอาหารสูงจึงสามารถช่วยรักษาหรือป้องกันไม่ให้ท้องผูกได้

- สาหร่ายทะเลเป็นพืชที่่มีธาตุเหล็กสูง
ซึ่งธาตุเหล็กจะช่วยบำรุงผมให้ดูเงางามดกดำ ไม่เป็นสิวหรือเป็นกระง่าย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง

สารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะได้รับจากการรับประทานสาหร่ายทะเล
- ไอโอดีน
ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคคอพอก

- ธาตุเหล็ก
จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางาม

- สารทองแดง
มีหน้าที่ดูดซึมธาตุเหล็กและสร้างฮีโมโกลบินที่ไขกระดูก หากร่างกายขาดธาตุนี้จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางและผมร่วงง่าย

- ธาตุสังกะสี
เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

- กากใยอาหาร
ช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหาร

วันนี้เราทราบถึงประโยชน์ของสาหร่ายทะเลกันไปแล้วนะครับ การรับประทานสาหร่ายทะเลที่ผ่านกระบวนการอบกรอบหรือทอดกรอบร่างกายก็จะได้รับสารอาหารจากสาหร่ายทะเลในปริมาณน้อย แต่หากเราอยากได้รับ ความอร่อยจากอาหารทะเลพร้อมประโยชน์สูงสุดแล้วควรปรุงตามหลักการของอาหารคลีน (Clean Food) นะครับขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : วิธีการสังเกตและเลือกซื้ออาหารกระป๋อง

เมื่อวานเราทำความรู้จักกับอาหารกระป๋องกันไปแล้วนะครับ ซึ่งสังคมในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในบางครั้งมีความเร่งรีบมากจนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋องได้ ซึ่งอาหารกระป๋องเหล่านี้นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารที่เทียบไม่ได้กับอาหารสดหรืออาหารเพื่อสุขภาพและอาหารคลีน (Clean Food)แล้ว การรับประทานอาหารกระป๋องยังต้องรู้จักสังเกตุอาหารกระป๋องว่ามีความผิดปกติซึ่งอาจจะทำให้อาหารกระป๋องเสียหรือบูดหรือไม่ วันนี้เราจะมาทราบถึงวิธีการสังเกตุอาหารกระป๋องกันนะครับ ว่ามีแนวโน้มที่จะเสียหรือไม่


สังเกตอย่างไรเมื่ออาหารกระป๋องเสียหรือรับประทานไม่ได้

โดยธรรมชาติตามปกติ อาหารกระป๋องที่ยังใช้รับประทานได้นั้น จงสังเกตดูโลหะของกระป๋องที่ใช้บรรจุอาหาร ถ้าหากว่ายังสุกใสเป็นเงางามดีอยู่ ด้านทุกด้านของกระป๋องเป็นแนวตรง และตะเข็บหรือรอยต่อของกระป๋องยังเรียบร้อยแน่นหนาดี ฝาหรือก้นกระป๋องจะแบนเรียบ และที่ตามขอบของกระป๋องจะเม้มลงตามรูปหรือตามแบบปกติของมัน หมายความว่ามันจะไม่นูนหรือโป่งขึ้น และเมื่อเอานิ้วมือกดลงที่ฝากระป๋องมันจะไม่บุบบิบพองขึ้นหรือยุบลง เขาชี้แจงต่อไปอีกว่า ส่วนมากของอาหารกระป๋องที่เสียนั้น มิใช่ว่าเกิดจากกรรมวิธีอันประมาทเลินเล่อเผลอเรอที่โรงงานผลิตกระป๋อง แต่ได้ตรวจพบว่า สาเหตุที่ทำให้อาหารกระป๋องเสียได้ง่ายหรือเสียได้เร็วนั้น อยู่ที่การประมาทเลินเล่อในการขนย้ายใส่หีบห่อถือมาจากร้านค้า จนกระทั่งเอาขึ้นเก็บไว้ในตู้หรือบนชั้นบนหิ้งที่บ้านของท่าน เป็นต้นว่าทำตกกระจายลงบนพื้น หรือทำตกน้ำ หรือเก็บไว้ในที่ชื้นแฉะจนมีสนิมขึ้น หรือเก็บในที่ ๆ อบร้อนมากเกินไปอนึ่ง เมื่ออาหารกระป๋องที่เราหยิบขึ้นมาเขย่าดูแล้วปรากฎว่าไม่มีเสียง ไม่ว่ากระป๋องนั้นจะมีรอยเปื้อน เป็นจุดดำด่าง ดูเป็นลักษณะเก่าแก่เก่าเก็บหรือไม่ก็ตาม เราก็ไม่ควรใช้อาหารนั้นสำหรับรับประทาน เพราะเมื่อสิ่งบรรจุอาหารนั้นปรากฎว่ามีอากาศเข้าได้ เนื่องจากมีกรรมวิธีที่ไม่เรียบร้อยไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ จากภายนอกเข้าไปสู่ภายในสิ่งบรรจุนั้นได้ และพึงเชื่อหรือเข้าใจได้ทันทีว่า อาหารที่อยู่ภายในสิ่งบรรจุนั้นย่อมไม่สะอาด และไม่ปลอดภัยต่อการใช้รับประทาน ขอให้ท่านผู้ใช้อาหารกระป๋องพึงใช้ความสังเกตจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

- กระป๋องมีรอยแตก รอยบุบ หรือรอยเว้า
ถ้าท่านสังเกตได้ว่า เครื่องกระป๋องที่ท่านจะซื้อนั้นมีลักษณะเป็นรอยแตก รอยร้าว หรือรอยเว้า ไม่สนิทแน่น ถ้าหากเป็นรอยแตกเพียงผิวตื้น ๆ หรือเป็นรอยเล็ก ๆ ก็ไม่สู้จะมีอันตรายนัก แต่ถ้าเป็นรอยแตกใหญ่และลึกก็มักจะทำให้รอยตะเข็บแตกแยก หรือทำให้โลหะปริแตกได้ ซึ่งในรายเช่นนี้ย่อมเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะอากาศอาจแทรกซึมเข้าไปในกระป๋องได้ เพราะฉะนั้นขอท่านจงระมัดระวังให้ดี อย่าไปเที่ยวซื้ออาหารกระป๋องที่ลดราคา เพราะว่ามันจะพลอยลดชีวิตของท่านให้สั้นลงด้วย

- มีสนิมเกาะบริเวณกระป๋อง
ถ้าท่านเห็นว่าที่อาหารกระป๋องนั้นมีสนิมเกิดขึ้น จงใช้เล็บของท่านขูดสนิมไปมาให้ออกหมด ถ้าเห็นว่าโลหะข้างใต้ของสนิมนั้นยังเรียบร้อยผุดผ่องดี ก็ให้ถือว่าอาหารกระป๋องนั้นยังไม่เสีย แต่ถ้าหากว่าท่านขูดเท่าไรสนิมก็ยังออกไม่หมด ก็ให้ถือว่าโลหะนั้นมีลักษณะผุกร่อนแล้ว จงอย่าใช้อาหารกระป๋องนั้นเป็นอันขาด

- อาหารกระป๋องมีกลิ่นเหม็นอย่างผิดปกติ 
เมื่อท่านเปิดอาหารกระป๋องเพื่อจะนำมารับประทาน สิ่งแรกก่อนอื่นๆ ท่านจำเป็นจะต้องดมกลิ่นของมันดูเสียก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับความปลอดภัยแห่งชีวิต่ของท่าน ถ้าแม้ว่าท่านสูดได้กลิ่นผิดปกติ คือไม่หอม แต่กลับเหม็นตุ ๆ หรือได้กลิ่นเหม็นหืน หรือกลิ่นเหม็นบูดเหม็นเน่า จงอย่าชิมมันเป็นอันขาด ทางที่ดี ควรทำเรื่องร้องทุกข์แจ้งไปยังกองควบคุมอาหารและยาที่กระทรวงสาธารณสุขทันที และอย่าลืมส่งอาหารกระป๋องให้เป็นตัวอย่างสำหรับตรวจสอบและวิจัยต่อไปด้วย

- กระป๋องมีรอยนูน
หรือกระป๋องมีการโป่งออกมา ถ้าท่านเห็นว่าอาหารกระป๋องที่ท่านจะซื้อจากร้านใดร้านหนึ่งมีลักษณะนูนหรือโป่งออกมา ไม่ว่าทั้งกระป๋องหรือเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของกระป๋องนั้น ก็จงรีบวางลงไว้ที่เดิมของมัน หรือถ้าท่านซื้อมาเก็บไว้ที่บ้าน และเพิ่งจะสังเกตเห็นมันเข้า ก็จงรีบส่งกลับคืนไปยังร้านที่ท่านซื้อมาทันที เพื่อว่าเจ้าของร้านจะได้ตรวจสอบกระป๋องอื่น ๆ ที่ผลิตมาจากโรงงานแห่งเดียวกัน เป็นการป้องกันมิให้ลูกค้าอื่น ๆ ที่ไม่รู้เรื่องพากันซื้อไปรับประทานต่อไปอีก แล้วทำให้เกิดเจ็บป่วยกันมากมาย

คราวนี้หากท่านผู้อ่านจะเลือกซื้ออาหารกระป๋องมารับประทาน ในกรณีที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วหรือเลือกซื้ออาหารสด อาหารคลีน (Clean Food) มารับประทานไม่ได้ ลองสังเกตอาหารกระป๋องตามวิธีการข้างต้นนะครับ ท่านจะได้รับประทานอาหารกระป๋องอย่างปลอดภัยและสบายใจ และที่สำคัญอย่าลืมอ่านฉลากและดูวันหมดอายุของอาหารกระป๋องนะครับ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : อาหารกระป๋อง (Canned food) อาหารของคนยุคใหม่?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารกระป๋องหรือ (Canned food) เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋องที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หรือผักกาดดองบรรจุกระป๋องที่นิยมรับประทานคู่ข้าวต้ม และที่ขาดไม่ได้คือผลไม้กระป๋องที่เด็ก ๆ ชอบรับประทานกันเนื่องจากความหวานของน้ำเชื่อมและความกรอบและความเย็นของผลไม้ การรับประทานอาหารอาหารกระป๋องก็เหมือนการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารทั่ว ๆ ไปคือ ไม่ได้รับสารอาหารจากวัตถุดิบอย่างครบถ้วนเหมือนกับการรับประทานอาหารคลีน (Clean Food) บทความในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอาหารกระป๋องกันครับ

 Clean Food

ประวัติความเป็นมาของอาหารกระป๋อง
อาหารกระป๋อง หรือ Canned food ในภาษาอังกฤษ คืออาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร(food preservation)ประเภทหนึ่ง ด้วยกระบวนการใช้ความร้อน (thermal processing)โดยการนำอาหารหรือวัตถุดิบต่าง ๆ มาบรรจุในกระป๋อง ซึ่งเป็นภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่มีการปิดผนึกอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้อากาศผ่านเข้าออก หลังจากนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้อาหารกระป๋องสามารถเก็บไว้ได้นานโดยอาหารกระป๋องบางประเภทสามารถเก็บไว้ได้นานมากกว่า 3 ปีเลยทีเดียว แต่การเก็บอาหารกระป๋องจะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับอาหารกระป๋องประเภทนั้น ๆ

กระบวนการผลิตอาหารกระป๋อง (canning) เป็นวิธีการถนอมอาหารประเภทหนึ่ง ซึ่งในเป็นวิธีการถนอมอาหารโดยการใช้ความร้อน (thermal processing) ที่ค้นคิดโดย Nicholas Appert ในปีค.ศ. 1809 การผลิตอาหารกระป๋องเป็นกระบวนการถนอมอาหารโดยใส่ในภาชนะที่ผ่านการฆ่าเชื่อ มีหลักการของกระบวนการคือ บรรจุอาหารในภาชนะปิดผนึกสนิท (hermectically sealed container) เช่น กระป๋อง (can) ถุงทนร้อนสูง (retort pouch) หรือขวดแก้วแล้วฆ่าเชื้อด้วยความร้อน โดยใช้อุณหภูมิและเวลาตามทีกำหนด (shcedual process) ในระดับความร้อนที่เรียกว่า commercial steriliztion เพื่อให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทรีย์ก่อโรคและจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย ผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้ โดยไม่เสียเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจจะมากกว่า 3 ปีในอาหารกระป๋องบางประเภทโดยบุคคลแรกที่เป็นผู้ประดิษฐ์บรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาอาหารได้เป็นชาวเปอร์เซียนที่ชื่อ นิโคลัส แอปเปิท ซึ่งได้รับพระราชทานรางวัลจากจักรพรรดิ์นโปเลียนของฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นผู้คิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาอาหารไว้เพื่อเป็นสเบียงแก่ทหารโดยบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวนี้เริ่มแรกจะเป็นขวดแก้วที่มีจุกปิดที่สนิทแน่น และสามารถนำไปฆ่าเชื้อด้วยความร้อนได้ซึ่งต่อมาได้มีการวิวัฒนาการ โดยการนำกระป๋องโลหะมาแทนขวดแก้วโดยชาวอังกฤษที่ชื่อ ดอนกิ้น และฮอลล์ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับความเป็นมาของอาหารกระป๋องหรือ Canned food ผู้อ่านหลายหลายท่านคงเคยรับประทานแต่อาจจะไม่ทราบประวัติหรือความเป็นมาของอาหารประเภทนี้ ซึ่งเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันเพราะเป็นอาหารประเภทพร้อมรับประทาน และยังสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิที่เหมาะสมอีกด้วย แต่โทษหรืออันตรายของอาหารกระป๋องก็มีนะครับ พรุ่งนี้เราลองมาดูกันว่าทำไมในเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหารคลีน (Clean Food) จึงไม่มีเมนูที่ใช้อาหารกระป๋องเป็นส่วนประกอบอยู่เลย

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

Dcleanfood.com : ของดอง อันตรายต้องรู้ (ตอนจบ)

จากตอนที่แล้วเราพูดถึงอันตรายจากขัณทสกร หรือสารซัคคารินที่ผู้ผลิตอาหารหมักดองมักนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เนื่องจากขัณทสกรกับน้ำตาลในปริมาณเท่า ๆ กัน ขัณทสกรจะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่า แต่อันตรายจากอาหารหมักดองที่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายหรือผลิตด้วยกระบวนการไม่ถูกต้องยังมีอีกมากนะครับ วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อถึงอันตรายอื่น ๆ ของอาหารประเภทหมักดองกัน ซึ่งหลังจากที่หลายๆ ท่านอ่านบทความนี้จบอาจจะเปลี่ยนใจ เลิกทานอาหารหมักดอง แล้วหันมารับประทานผักหรือผลไม้สด ตามหลักการของอาหารคลีน (Clean Food) ซึ่งจะเป็นการดีต่อสุขภาพของตัวท่านผู้อ่านเองครับ


อันตรายอื่น ๆ จากอาหารหมักดอง

- อันตรายจากสีที่ใช้ผสมลงในอาหารหมักดอง
สังเกตุว่าอาหารหมักดองหลาย ๆ ชนิดจะมีสีสันสดใสน่ารับประทาน ซึ่งตามปกติโดยธรรมชาติของอาหารที่หมักดองด้วยสมุนไพรหรือสารจากธรรมชาติจะไม่มีสีสันสดแลดูน่ารับประทานขนาดนั้น หากผู้ผลิตใช้สีผสมอาหารผสมเข้าไปเพื่อให้ของหมักดองมีสีสันสดใสน่ารับประทานก็จะไม่มีผลอะไรกับร่างกายของเรานะครับ แต่จากการสังเกตสีที่ใช้ผสมกับของหมักดองโดยเฉพาะผลไม้ดองนั้นอาจจะไม่ใช่สีจากสีผสมอาหาร เนื่องจากเป็นสีที่มีความสดและอยู่ได้ยาวนานในของหมักดอง เมื่อเราลองใช้มือหยิบของดองที่ผสมสีจำพวกนี้เข้าไป จะสังเกตได้ว่าจะมีสีของอาหารหมักดองติดอยู่ที่มือของเรา โดยสีเหล่านี้เมื่อติดแล้วจะล้างออกได้ยาก ไม่เหมือนกับสีผสมอาหารโดยทั่วไป สีจำพวกนี้อาจจะมีจากสีที่เป็นสารเคมี ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือหากรับประทานเข้าไปเป็นประจำอย่างต่อเนื่องอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

- อันตรายจากสารกันเชื้อราหรือสารกันบูด
อาหารหมักหรือของดองจะต้องผ่านกระบวนการหมักหรือดองที่ต้องใช้เวลาพอสมควร หากทำไม่ถูกขั้นตอนกระบวนการหรือขาดการรักษาความสะอาดที่เพียงพอ อาจจะทำให้ของหมักหรือของดองเกิดเชื้อราได้ ผู้ผลิตอาหารหมักดองจึงมักใส่สารกันบูดหรือสารป้องกันเชื้อราลงในอาหารหมักดองของตนเองเพื่อให้อาหารไม่เกิดเชื้อราและเก็บไว้รับประทานได้นานกว่าปกติ ซึ่งสารป้องกันเชื้อราหรือสารกันบูดเหล่านี้เมื่อรับประทานและเข้าไปสะสมในร่างกายมาก ๆ จะไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ และอาจจะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำจนเกิดอาการช็อค บางรายอาจเกิดอาหารแพ้ เป็นผื่นขึ้นตามตัว อาเจียน หูอื้อ หรือมีไข้ ร่วมด้วย
ในการเลือกวัตถุดิบสด ๆ มาทำเป็นของหมักดอง หากผู้ผลิตเลือกเอาผักหรือผลไม้ที่ปลูกโดยใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค สารพิษเหล่านั้นอาจจะตกค้างอยู่ในผักและผลไม้ในปริมาณที่พอเพียงจะทำอันตรายต่อร่างกายผู้รับประทานได้ เพราะอาหารประเภทหมักดองเป็นอาหารที่มีราคาไม่สูงมากทำให้ผู้ผลิตบางท่านอาจจะใช้วัตถุดิบที่มีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารหมักดอง เนื่องจากผักและผลไม้ปลอดสารพิษจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงมาก เมื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารหมักดองจะทำให้มีราคาสูงจนเกินไป ผู้ผลิตได้กำไรต่อหน่วยน้อยลง สารพิษเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นสารจำพวกยาฆ่าแมลง ซึ่งมีฤทธิ์อันตรายเฉียบพลัน เมื่อผู้บริโภคได้รับสารจำพวกยาฆ่าแมลงเข้าไปสะสมในร่างกายในปริมาณที่มากแล้ว อาจจะส่งให้เกิดอาการชักกระตุก หน้ามืด กล้ามเนื้อในร่างกายสั่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ้าหากร่างกายได้รับสารจำพวกยาฆ่าแมลงเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากแล้ว อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้

จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องของอาหารหมักดอง ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนที่ชอบรับประทานของดองชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งดอง หรือมะม่วงดอง แต่เมื่อรับประทานไปแล้วสังเกตเห็นสีที่ติดอยู่ทีมือของเราซึ่งล้างออกยากมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยและนำไปถามผู้รู้ จึงได้ทราบถึงอันตรายของของหมักดองและนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทราบกันในวันนี้ครับ เพราะลำพังผักและผลไม้สดที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่มากพอแล้ว ยิ่งมาเพิ่มกระบวนการหมักดองซึ่งใส่ทั้งสาร ขัณทสกร สารกันเชื้อราและสารกันบูดเข้าไปอีกทำให้อันตรายของอาหารหมักดองนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว และทางที่ดีที่สุดอย่างที่ผมบอกมาตลอดคือหันมารับประทานผักและผลไม้สด ที่ปลูกด้วยวิธีการธรรมชาติโดยไม่มีสารเคมีเจือปน ตามหลักการของอาหารคลีน (Clean Food) ได้ก็จะดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ