วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : สวย,หล่อใสเด้งด้วย 'คอลลาเจน' จากอาหารธรรมชาติ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากมายหลายชนิดที่มีการผสมคอลลาเจน ทั้งในรูปแบบของอาหารหรือเครื่องดื่ม เนื่องจากมีผลการวิจัยทางการแพทย์มากมายระบุว่าคอลลาเจนช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น เต่งตึง และช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งเป็นที่ถูกใจของหนุ่ม ๆ สาวๆ สมัยนี้ที่ต้องการให้ตนเองดูดีได้ตลอดเวลา จึงหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ผสมคอลลาเจนมารับประทานกันแต่ความจริงแล้วสารคอลลาเจนเหล่านี้มีอยู่แล้วในอาหารตามธรรมชาติที่เรารับประทานกันอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยที่บางครั้งเราจะยังไม่ทราบซึ่งการรับประทานอาหารให้ได้ประโยชน์จากคอลลาเจนมากที่สุด ต้องรับประทานอาหารตามรูปแบบของอาหารคลีน (Clean Food) ซึ่งจะผ่านการปรุงน้อยที่สุดครับ ตอนนี้เรามาทราบถึงอาหารตามธรรมชาติที่มีคอลลาเจนอยู่ในปริมาณมากกันเลยครับ


อาหารตามธรรมชาติที่มีปริมาณคอลลาเจนสูง
1. พืชผักและผลไม้ที่มีสีส้มหรือแดง พืชผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้มหรือแดงเหล่านี้ เป็นแหล่งอาหารให้ไลโคปินในปริมาณที่สูงมาก คุณสมบัติเด่นที่สุดของไลโคปีนคือ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราผลิตคอลลาเจนออกมาในปริมาณมาก สารคอลลาเจนที่ได้เหล่านี้จะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยช่วยให้ผิวพรรณดูชุ่มชื้นสุขภาพดี และนอกจากนี้สารไลโคปีนยังมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิว ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย ไร้ริ้วรอย

2. อาหารทะเลชนิดต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ปลาทู ปลาหมึก ปลาซาร์ดีน หรือปลาแซลมอน อาหารทะเลเหล่าต่างอุดมไปด้วยคอลลาเจน โดยคอลลาเจนจะอยู่ในส่วนไขมัน ตา และเนื้อเยื่อของปลา และที่สำคัญคอลลาเจนที่ได้จากปลาทะเลน้ำลึกจะมีโครงสร้างโมเลกุลที่คล้ายคลึงกับผิวหนังมนุษย์มากที่สุด นอกจากนี้ในอาหารทะเลยังมีกรดไขมันโอเมก้าสาม ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากอีกด้วย

3. ผักใบเขียว ผักใบเขียวทุกชนิดเป็นแหล่งที่ให้วิตามินแหล่งสำคัญของมนุษย์ นอกจากนี้ซัลเฟอร์ในผักใบเขียวยังมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายของเราและซัลเฟอร์ยังช่วยในเรื่องการนำโปรตีนในร่างกายมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้วิตามินต่าง ๆในผักใบเขียวยังช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

4. ถั่วเหลือง หลายท่านอาจะจะยังไม่ทราบกันว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองแทบทุกชนิด มีสารอาหารที่ชื่อเจนิสติน และสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไอโซฟลาโวน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายของเรา ช่วยให้ริ้วรอยในส่วนต่างๆ ของใบหน้าและร่างกายลดลง และช่วยให้ผิวหนังกระชับ เต่งตึง และดูชุ่มชื้นขึ้น

5. คอลลาเจนที่ได้จากไขมันสัตว์ ไขมันในชั้นผิวหนังของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ลองสังเกตุดูว่าเมื่อเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเมื่อนำไปแช่ในตู้เย็นหรืออยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นเนื้อสัตว์ตรงส่วนของไขม้นจะกลายเป็นวุ้นใส นั่นคือคอลลาเจนจากธรรมชาติที่ได้จากไขมันสัตว์

อาหารที่ให้คอลลาเจน ที่เรากล่าวในบทความนี้ เป็นอาหารที่มีราคาไม่แพงและหารับประทานได้ทั่วไป หากเราต้องการคอลลาเจนเพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณและรบริ้วรอยบนใบหน้าหรือผิวหนัง เราไม่จำเป็นต้องหาซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มสำเร็จรูปที่ผสมคอลลาเจน อาหารคลีน (Clean Food) หลายเมนูก็มีคอลลาเจนในปริมาณที่สูงนะครับ บทความต่อไปเราจะมาพูดถึงอาหารอาหารที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนอันดับที่ 6 ถึง 10 กันต่อนะครับ

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : ผักและผลไม้บำรุงสายตา

คนในยุคปัจจุบันต้องใช้สายตาในการจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมงต่อคน (สำรวจในรายที่ทำงานโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ Smart Phone) เท่ากับคนในยุคปัจจุบันใช้งานจอประสาทตามากเป็นอันดับต้น ๆ ของอวัยวะที่ใช้งานในร่างกายรองจากสมอง และจากการใช้งานสายตาอย่างหนักนำพาไปสู่โรคที่เกี่ยวกับสายตามากมายเช่น สายตาสั้น ต้อประเภทต่าง หรืออาการจอประสาทตาเสื่อม ดังนั้นเราควรบำรุงรักษาสายตาของเราให้สามารถใช้งานได้ดีอย่างสม่ำเสมอ โดยรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เช่น พืชผักหรือผลไม้ ในอาหารประเภทต่าง ๆ เช่นอาหารเจ อาหารมังสวิรัติ หรืออาหารคลีน (Clean Food) ก็สามารถช่วยได้



ต่อไปจะเป็น 5 อันดับผักและผลไม้ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตาได้ดีที่สุดครับ
1. แครอท ตามที่เรานำเสนอกันในตอนก่อน ๆ แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนอยู่มากที่สุดในบรรดาผักหรือผลไม้ต่าง ๆ นอกจากเบต้าแคโรทีนแล้ว ในแครอทยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายหลายชนิด โดยเบต้าแคโรทีนนี่เองที่มีส่วนอย่างมากในการช่วยในการบำรุงสายตาของเรา เพราะวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนในแครอทจะมีผลต่อดวงตาในเรื่องของการทำปฏิกิริยาเคมีกับแสง ทำให้แสงไม่เข้าไปทำอันตรายต่อสายตาของเรามากจนเกินไป

2. ผักบุ้ง จากที่เราเคยได้ฟังคำสั่งสอนจากรุ่นสู่รุ่นว่ารับประทานผักบุ้งจะช่วยบำรุงสายตานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นที่สุด แต่การรับประทานผักบุ้งที่มีวิตามินเอ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงและป้องกันสายตาของเราได้ดีที่สุดคือการรับประทานผักบุ้งสด ๆ หรือผักบุ้งที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดเพื่อให้วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆในผักบุ้งไม่ถูกทำลายลงด้วยความร้อนจากการปรุงอาหาร

3. ฟักทอง เช่นเดียวกับผักและผลไม้สีเหลืองส้มอื่นๆ ในฟักทองก็เต็มไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงสายตา และช่วยป้องกันสายตาจากแสงประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ในฟักทองยังมีสารลูทีนที่สามารถป้องกันการเกิดจุดหรือสีต่างในเรตินาภายในดวงตาของเรา และยังมีวิตามินเอที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตาอีกด้วย

4. ตำลึง ตำลึงเป็นผักที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา โดยนอกจากตำลึงจะได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนมากที่สุดแล้ว และยังมีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ทำหน้าที่ในการกรองแสงให้กับสายตาของเรา และยังป้องกันเลนส์สายตาของเราจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแสง และยังช่วยป้องกันสายตาจากต้อประเภทต่าง ๆ และโรคทางสายตาประเภทอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

5. มะม่วงสุก มะม่วงสุกมีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตาเนื่องจากในมะม่วงสุกอุดมไปด้วยวิตามินประเภทต่าง ๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัสและใยอาหาร ช่วยบำรุงสายตา เพื่อช่วยบำรุงเหงือกและฟัน

การรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้จากอาหารประเภทต่าง ๆ รวมถึง อาหารคลีน (Clean Food) มีส่วนช่วยอย่างมากในการบำรุงสายตาของเรา แต่เราควรเลือกรับประทานผักและผลไม้ต่าง ๆ เหล่านี้สด ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราได้มากที่สุดครับ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : กินอย่างไร ให้สมองดี ตอนจบ

เมื่อวานเราพูดถึงอาหารบำรุงสมอง 5 อันดับแรกกันไปแล้วนะครับ ตอนนี้เราจะมาพูดถึงอีก 5 อันดับที่เหลือกันครับ ว่าจะมีอาหารประเภทใดบ้างที่ช่วยบำรุงสมองของเรา อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ว่าสมองเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักที่สุดในร่างกายของเรา จึงเกิดความเหนื่อยล้าและเสื่อมโทรมได้ง่าย สมองจึงต้องการสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ครับ อาหารประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเจ อาหารมังสวิรัต หรือ อาหารคลีน(Clean Food) หากเราเลือกรับประทานอาหารอย่างหลากหลายให้ได้สารอาหารครบทุกประเภทสมองเราก็จะได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องครับ


อาหารบำรุงสมอง
6. กาแฟ เมล็ดของกาแฟนั้นเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะกาแฟสดที่นำมาบดใหม่ ๆ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายและสมองเป็นอย่างมาก เนื่องจากสารอาหารยังมีอยู่ค่อนข้างครบและสารคาเฟอีนที่ร่างกายได้รับจากกาแฟนั้นก็ได้รับการพิสูจน์และวิจัยทางการแพทย์แล้วว่ามีประโยชน์ต่อสมองเช่นเดียวกัน การดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวันจะช่วยชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทและสมอง ช่วยในเรื่องของระบบความจำป้องกันโรคอัลไซเมอร์ การรับประทานกาแฟสดเพียงอย่างเดียวไม่ต้องเติมครีม หรือน้ำตาล ในปริมาณที่พอเหมาะจึงมีประโยชน์กับร่างกายของเรามีประโยชน์กับสมองและหัวใจของเรามาก แต่หากเราเติมครีมหรือน้ำตาลลงไปในกาแฟร่างกายก็จะได้รับไขมัน หรือน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้เราเจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้

7.ธัญพืชหรือพืชตระกูลถั่ว ธัญพืชและพืชตระกูลถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน, กากใยอาหาร, คาร์โบไฮเดรต และไขมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัว โดยโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมสมองส่วนที่ใช้งานหนักและเกิดการเสื่อมถอยให้กลับมาได้ตามปกติ ส่วนคาร์โบไฮเดรตในธัญพืชหรือพืชตระกูลถั่วจะช่วยให้สมองสดชื่นมีความแจ่มใส และไขมันจะช่วยให้พลังงานแก่สมองเพื่อนำไปใช้งานเพราะสมองของเรามีการทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา จึงต้องการพลังงานในปริมาณมากนอกจากนี้ในธัญพืชและพืชตระกูลถั่วยังมีวิตามินอี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองอีกด้วย

8. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ได้แก่บลูเบอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ และอื่น ๆ ผลไม้ตระกูลนี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีมากขึ้น ทำให้การส่งเลือดไปเลี้ยงสมองทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลกับสมองในการเรื่องระบบประสาทและระบบความจำให้มีทำงานได้ดีขึ้นป้องกันโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของสมอง เช่นโรคความจำเสื่อม

9. แอปเปิ้ล ในแอปเปิ้ลมีสารที่ชื่อ อะเซทิลโคลีน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมซึ่งมีสาเหตุมาจากสมองทำงานหนักอีกด้วย

10. มะเขือเทศ ในมะเขือเทศมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราอยู่เป็นจำนวนมาก มะเขือเทศนอกจากจะมีประโยชน์กับร่างกายในเรื่องของการขับถ่ายและช่วยบำรุงผิวพรรณแล้วมะเขือเทศยังมีประโยชน์ต่อสมองเป็นอย่างมาก เนื่องจากในมะเขือเทศจะมีสารไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในเรื่องของความจำ ป้องกันอาการหลงลืม และช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้เป็นอย่างดี

ครบแล้วนะครับสำหรับ 10 อาหารบำรุงสมอง อาหารทั้ง 10 ชนิดนี้เป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เป็นอาหารที่มีราคาไม่แพงมาก ในอนาคตผมจะนำเมนู อาหารคลีน (Clean Food) ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองมานำเสนอให้ทุกท่านทราบกันนะครับ

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : กินอย่างไร ให้สมองดี

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปมีผลกับอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราแทบทุกส่วน และอวัยวะที่สำคัญลำดับต้น ๆ และมีการทำงานที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและใช้งานมากที่สุดในแต่ละวัน อวัยวะส่วนนั้นคือสมอง ซึ่งสมองของเราต้องใช้งานในเรื่องของการคิดการวิเคราะห์และให้เหตุผลต่าง ๆ ,ในเรื่องของความจำการจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยได้สัมผัสมาผ่านทางการได้ยิน,การมองเห็น หรือการสัมผัสด้วยร่างกาย และยังใช้งานเพื่อสั่งการอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งการทำงานหนักอยู่ตลอดเวลาของสมองนั้น ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า และนำไปสู่ความเสื่อมถอย และลดประสิทธิภาพลงของสมอง ดังนั้นเราควรมีการบำรุงสมอง เพื่อลดความอ่อนล้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดในการบำรุงสมองคือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองของเรานั่นเอง เราลองมาดูกันนะครับว่าอาหารประเภทไหนบ้างที่มีประโยชน์ต่อสมองของเรา และมีส่วนผสมของ อาหารคลีน (Clean Food) ชนิดไหนบ้างที่มีส่วนช่วยในการทำงานของสมองของเรา


โดยปกติสมองของเราต้องการสารอาหารจากทั้ง 5 หมู่ ทั้ง โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, วิตามินและเกลือแร่ ดังนั้นการจะให้สมองได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงคือการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสมองเราลองมาดูกันว่าอาหารบำรุงสมองมีอะไรกันบ้างครับ

1.ปลาทะเลจากธรรมชาติ
ในปลาทะเล จะมีประมาณโอเมก้า 3 อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งโอเมก้า 3 นี่เองเป็นสารอาหารที่ช่วยในการบำรุงสมองได้ดีมาก และยังช่วยเรื่องการทำงานของสมองโดยช่วยในเรื่องของการชะลอความเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้ระบบความจำของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้กรดไขมัน DHA ที่อยู่ในกรดไขมัน โอเมก้า3 เป็นกรดไขมันที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงเซลส์สมองของเราเป็นอย่างมาก

2. ไข่ไก่
ในไข่ไก่นอกจากจะมีโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเนื่องจากการใช้งานสมองแล้ว ในไข่ไก่ยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง และช่วยชะลอความเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย

3. น้ำมันที่ได้จากกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันมะกอก, น้ำมันดอกทานตะวัน
ในสมองของคนเรามีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่า 60% ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สมองจะต้องการไขมัน และการรับประทานไขมันต้องเป็นไขมันที่ดีที่ได้จากกรดไขมันไม่อิ่มตัว เพราะจะช่วยให้เรามีสมองที่ปลอดโปร่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ

4. ทับทิม
ในทับทิมสดมีสารต้านอนุมูลอิสระ อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการบำรุงสมอง เพราะสมองของเราเป็นส่วนที่เกิดความเครียดได้ง่าย เนื่องจากเรามีการใช้งานสมองอยู่ตลอดเวลาซึ่งสารอาหารในทับทิมจะมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายความเครียดของอวัยวะต่าง และสมองได้เป็นอย่างดีที่สุด

5. ข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี
ข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสีจะมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำมาก และคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้หลอดเลือดและระบบการไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น เมื่อเรามีหลอดเลือดที่แข็งแรงและระบบไหลเวียนโลหิตที่ดีมากเท่าไหร่ประสิทธิภาพในการสูบฉีดโลหิตขึ้นไปเลี้ยงสมองก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นตามไปด้วย

ในบทความนี้เราทราบถึงอาหาร 5 ชนิดที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงสมองกันไปแล้วนะครับ โดยอาหารทั้ง 5 ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของ อาหารคลีน (Clean Food) แทบทั้งสิ้น และพรุ่งนี้เรามาต่อกันที่อันดับ 6-10 ของอาหารบำรุงสมองกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : ข้อควรปฏิบัติและข้อควรยกเว้น เมื่อเป็นโรคกระเพาะ

วันนี้เป็นตอนต่อเนื่องของเรื่องโรคกระเพาะอาหารครับ เมื่อวานเรากล่าวถึงอาหารที่ควรรับประทานเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งอาหารส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะมีในเมนู ของ อาหารคลีน (Clean Food) วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึง ข้อควรปฏิบัติและข้อควรยกเว้น เมื่อเรามีภาวะของโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าโรคกระเพาะอาหารกันครับ


ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร
รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ โดยการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อร่างกายจะมีอาหารให้กระเพาะทำการย่อยครบตามเวลาที่เหมาะสม ทำให้น้ำย่อยที่ผลิตออกมาถูกใช้งานในการย่อยอาหาร ไม่เหลือพอที่จะไปทำร้ายผนังลำไส้ให้เกิดเป็นแผลได้

รับประทานอาหารให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน การที่เรารับประทานอาหารตรงเวลาในทุก ๆ วัน เป็นการฝึกให้ร่างกายเราหลั่งน้ำย่อยออกมาในเวลาที่เหมาะสม และหากเราไม่รับประทานอาหารให้ตรงเวลาตามที่เรารับประทานในแต่ละวันแล้ว น้ำย่อยก็ไม่ถูกใช้งานในการย่อยอาหาร แต่จะไปย่อยหรือทำลายผนังของระบบทางเดินอาหารแทน

รับประทานอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป เพื่อไม่ให้น้ำย่อยที่ผลิตออกมามากหรือน้อยจนเกินไป จนเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้

เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่ทานอาหารด้วยความรีบเร่งจนเกินไป การรับประทานอาหารด้วยความรีบเร่งนั้นส่งผลให้เรามีเวลาในการเคี้ยวอาหารน้อยทำให้อาหารไม่ละเอียดเมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารทำให้กระเพาะต้องใช้น้ำย่อยและเวลาในการย่อยมากเกินกว่าปกติ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือแผลในผนังลำไส้ได้

ควรทำใจให้สบาย ไม่เครียด ถึงแม้ความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แต่ความเครียดก็มีส่วนสำคัญในการทำให้โรคกระเพาะอาหารมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะความเครียดจะส่งผลให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้า และการทำงานของน้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะอาหารผิดปกติไป

ควรสังเกตุตนเอง ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปว่าอาหารชนิดใดมีผลต่อระบบย่อยของเราบ้าง เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีรายละเอียดที่ต่างกัน ทำให้แต่ละคนอาจจะมีปัญหากับอาหารแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เมื่อเราทราบว่าอาหารชนิดไหนทำให้ระบบย่อยของเราทำงานหนักหรือร่างกายเราไม่สามารถย่อยได้ก็ควรจะงดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดนั้น

ข้อควรยกเว้น เมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร
งดรับประทานอาหารรสจัด เช่นอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด, หวานจัด, หรือเผ็ดจัด เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่ไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารของเราผลิตน้ำย่อยในปริมาณที่มากขึ้น แต่ในภาวะที่แผลในกระเพาะอาหารของเรายังไม่หาย การผลิตน้ำย่อยออกมาในปริมาณมากจะทำให้อาการของโรคกระเพาะอาหารยิ่งแย่ลงไปอีก

งดรับประทานกาแฟ อาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากคาเฟอีนจะมีฤทธิ์ในการตุ้นการสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกับอาหารรสจัด และคาเฟอีนยังมีผลทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารมีความผิดปกติส่งผลให้แผลในกระเพาะอาหารมีอาการที่รุนแรงขึ้นได้

งดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มนม ในกรณีที่ของผู้มีปัญหาในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม เพราะอาจส่งผลให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียอย่างรุนแรงได้ อาการเหล่านี้ส่งผลเสียโดยตรงกับกระเพาะอาหารและแผลในกระเพาะอาหาร

งดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองในเยื่อบุของระบบทางเดินอาหาร

งดหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารในบุหรี่ส่งผลให้แผลในกระเพาะอาหารมีอาการแย่ลง และแผลหายช้าลง ทำให้แผลเป็นแผลในกระเพาะเรื้อรังไม่สามารถหายขาดหรืออาการดีขึ้นได้

โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคที่อยู่คู่คนไทยในยุคปัจจุบันเนื่องจากมีวิถีชีวิตที่รีบเร่ง และไม่รับประทานอาหารตรงเวลา หรือรับประทานอาหารรสจัดที่ไม่มีประโยชน์ ทางออกที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างอาหารมังสวิรัติ หรือ อาหารคลีน (Clean Food) แต่เพียงอย่างเดียวแต่เรายังต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกต้อง โดยรับประทานอาหารครบ 3 มื้อและรับประทานอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : กินอะไรดี เมื่อเป็นโรคกระเพาะถามหา

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่เรากล่าวถึงโรคกระเพาะอาหาร หรือชื่อที่แท้จริงคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไปสัมผัสกับส่วนต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดบาดแผล วิธีการป้องกันโรคกระเพาะอาหารนั้้นสามารถปฏิบัติได้ง่าย ๆ โดยการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่ผลิตออกมาย่อยทางเดินอาหารเสียเอง และในการเลือกรับประทานอาหารควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่รับประทานอาหารที่มีกรดมากเกินไป โดยสามารถเลือกรับประทานอาหารสุขภาพเช่น อาหารคลีน (Clean Food) ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไป


เมื่อเราเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารแล้วมักจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยหากเรามีอาการดีขึ้นแล้วแต่กลับไปทำพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดแบบเดิมๆ โรคกระเพาะอาหารก็จะกลับมาสร้างความเจ็บปวดให้เราอีกอย่างแน่นอน วันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการปฏิบัติตนและวิธีการรับประทานอาหารเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารกันครับ

อาหารต้านโรคกระเพาะ
1. ผักและผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง ผักและผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนได้แก่ แครอท ฟักทอง แคนตาลูป ผักและผลไม้เหล่านี้จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้นทั้งแผลในกระเพาะอาหารและแผลในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย สารจำพวกเบตาแคโรทีนยังช่วยป้องกันหรือเคลือบเยื่อบุกระพาะอาหารและลำไส้ ไม่ให้เกิดอันตรายจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ง่ายอีกด้วย และนอกจากนั้นในผลไม้ยังมีวิตามินซี ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มเกราะป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ของร่างกายและวิตามิน ซียังมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

2. ไขมัน (ไขมันไม่อิ่มตัว) ไขมันไม่อิ่มตัวที่ได้จากธัญพืช และพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลืองและอื่น ๆ โดยประโยชน์จากไขมันไม่อิ่มตัวจะมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารโดยเฉพาะในส่วนของกระเพาะอาหาร และระบบการเผาผลาญอื่นๆ ในร่างกายและไขมันไม่อิ่มตัวนี้ ยังสามารถเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหารไม่ให้ถูกทำร้ายโดยน้ำย่อยได้ง่ายอีกด้วย

3. โปรตีนจากเนื้อปลาหรือจากพิชตระกูลถั่ว โปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาและโปรตีนที่ได้จากพืชตระกูลถั่วนั้นถือว่าเป็นโปรตีนที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายสามารถทำการย่อยสลายและนำพลังงานไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ประเภทอิ่นซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยค่อนข้างมากทำให้ร่างกายเราต้องผลิตน้ำย่อยออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยในการย่อยโปรตีนเหล่านี้ และโปรตีนในเนื้อปลายังมีกรดอะมิโนและกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยให้ร่างกายและกระเพาะอาหารแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น

4. แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวหรือแป้งสาลีที่ไม่ผ่านการขัดสีจะมีกากใยอาหารและวิตามินอยู่ในปริมาณที่สูงมาก ๆ ซึ่งส่งผลดีโดยตรงกับกระเพาะอาหาร, ระบบทางเดินอาหารและระบบการย่อยอาหารของเรา โดยช่วยให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนักและผลิตน้ำย่อยมากเกินไปในการย่อยอาหาร และคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสีเหล่านี้ยังช่วยบำรุงกระเพาะอาหารของเราไปได้พร้อม ๆ กันอีกด้วย

5. มะเขือเทศ มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามินที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เช่น วิตามินอี วิตามินซี และโพแทสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วมากยิ่งขึ้น

6.คะน้า คะน้าเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี นอกจากช่วยบำรุงในเรื่องของสายตาแล้วยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดีครับ

ทราบกันไปแล้วนะครับ ในส่วนของอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือที่เรามักเรียกกันสั้น ๆ ว่าโรคกระเพาะอาหาร อาหารที่ควรรับประทานส่วนใหญ่ก็ได้แก่อาหารโดยทั่วไป แต่เน้นไปที่ผักและผลไม้เหมือนกับหลักการของ อาหารคลีน (Clean Food) แต่อาหารอย่างเดียวก็ไม่สามารถช่วยให้อาการของโรคกระเพาะอาหารบรรเทาได้อย่างเต็มที่นะครับเราต้องรู้จักสร้างวินัยในการรับประทานอาหารให้กับตนเอง เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล ไม่มีโรคภัยใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวเราน่าจะทางออกที่ดีที่สุดครับ

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Dcleanfood.com : โรคกระเพาะ

ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคกระเพาะกันมากขึ้นเนื่องจากลักษณะนิสัยในการรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป คนไทยในยุคปัจจุบันมักจะรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร, รับประทานอาหารด้วยความรีบเร่ง, ไม่ทานอาหารให้ตรงเวลา, หรือการไม่รับประทานอาหารเช้า ทางแก้ไขหรือทางป้องกันโรคกระเพาะอาหารคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคหรือรับประทานอาหารของตนเองให้หันกลับมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์เช่น อาหารคลีน (Clean Food) ,รับประทานอาหารตรงเวลาและรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อก็จะสามารถช่วยป้องกันโรคกระเพาะอาหารได้ครับ


โรคกระเพาะหรือภาษาที่เรียกอย่างเป็นทางการคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นคำจำกัดความที่หมายรวมถึง แผลที่เกิดในบริเวณหลอดอาหารส่วนล่าง, แผลในกระเพาะอาหาร และแผลในสำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเกิดจากการที่ทางเดินอาหารในส่วนต่างๆ สัมผัสกับน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร โดยตำแหน่งที่มักพบบาดแผลบ่อยๆ ได้แก่ส่วนปลายของกระเพาะอาหาร และรอยต่อของกระเพาะอาหารและในส่วนของลำไส้เล็กส่วนต้น อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือที่เรามักเรียกกันอย่างติดปากว่าโรคกระเพาะอาหาร โดยอาการของโรคกระเพาะอาหารนั้นผู้ป่วยจะปวดแสบ หรือจุก แน่นบริเวณเหนือสะดือ หรือบริเวณกลางท้องหรือบริเวณลิ้นปี่ โดยอาจจะเกิดอาการปวดขึ้นได้แบบเฉียบพลันหรือปวดแบบเรื้อรังต่อเนื่อง อาการปวดท้องเรื้อรังเป็นอาการที่มักพบบ่อยมากที่สุดในบรรดาอาการของโรคกระเพาะอาหาร คืออาการปวดท้องจะเป็น ๆ หาย ๆ โดยจะมีอาการปวดต่อเนื่องกันมามากว่า 1-2 เดือน โดยอาการปวดท้องประเภทนี้เมื่อรับประทานอาหารหรือยาลดกรดในกระเพาะอาหารแล้วจะรู้สึกดีขึ้น

อย่างไรก็ตามอาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารอาจจะไม่ได้มีแค่อาการปวดท้องเพียงอย่างเดียว โดยผู้ป่วยหลายรายอาจมีอาการอื่น ๆ คือ ถ่ายอุจจาระเป็นสีคล้ำ หรือมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือการเกิดอาการแสบหน้าอกเนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนเป็นต้นผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาได้อีก เช่น ลำไส้หรือกระเพาะทะลุเนื่องจากโดนน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารกัดกร่อน และเลือดออกในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะเป็นที่มาของอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือการถ่ายอุจจาระแล้วมีสีคล้ำ หรืออาการลำไส้ตีบตัน

สรุปแล้วโรคกระเพาะอาหารส่วนใหญ่มักเกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารด้วยความรีบเร่ง และไม่รับประทานอาหารเช้า หากเราอยากให้ร่างกายเราแข็งแรงห่างไกลจากโรคกระเพาะอาหารเราควรเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเรา อย่างน้อยให้รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ และถ้าเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้ง่ายอย่างอาหารชีวจิตหรือ อาหารคลีน (Clean Food) ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้นด้วยครับ